หรืออาจเป็นที่รู้จักกันในชื่อ The Roommate เรื่องเล่านี้เป็น Urban Legend ที่เล่าลือกันในหมู่นักศีกษาระดับวิทยาลัย ต้นกำเนิดของเรื่องนี้ยังไม่แน่ชัดแต่เริ่มเป็นที่รู้จักกันเมื่อราว ๆ ปี 1997

   กล่าวถึงสองสาวซึ่งเป็นรูมเมทกัน กำลังขะมักเขม้นติวหนังสือเพื่อเตรียมสอบมิดเทอมในวันรุ่งขึ้น สาวหนึ่งเริ่มล้าจึงขอตัวไปนอนก่อนในขณะที่อีกหนึ่งยังคงคร่ำเคร่งต่อเพราะอยากให้คะแนนสอบออกมาดี

   จนกระทั่งดึกดื่น เธอนึกขึ้นมาได้ว่าทิ้งหนังสืออ้างอิงที่ต้องการใช้ไว้ในห้องของเพื่อนสาว ด้วยความที่ไม่อยากรบกวนเพื่อนที่นอนอยู่หญิงสาวจึงย่องเข้าไปเงียบ ๆ และพยายามควานหาหนังสือที่ต้องการในความมืดโดยไม่ได้เปิดไฟ

   ทันใดหูก็แว่วสำเหนียกเสียงหายใจหนัก ๆ มาจากทิศทางของเตียง จึงกระซิบเรียกชื่อเพื่อนดูเบา ๆ เพราะนึกว่าเผลอทำให้หล่อนตื่น แต่กลับไม่มีเสียงขานรับ

   แต่กระนั้นก็ยังคงได้ยินเสียงขยับเคลื่อนไหวในความมืดจึงได้ถามต่อว่า "ขอเปิดไฟหน่อยได้มั้ย? ฉันอยากจะหาของหน่อยน่ะ"

   ยังคงไม่มีเสียงตอบรับเช่นเดิม

   คิดว่าเพื่อนสาวคงแค่ละเมอพลิกตัว เธอจึงควานหาในความมืดต่อไปจนกระทั่งเจอหนังสือที่ต้องการ จากนั้นจึงย่องแผ่วออกจากประตูเพื่อกลับไปอ่านหนังสือต่อและทบทวนความรู้เตรียมสอบไปจนกระทั่งเช้า

   แต่เมื่อถึงเวลาสอบเธอกลับไม่เห็นเพื่อนของเธอแม้แต่เงา

   หญิงสาวเป็นกังวลมาก ห่วงเพื่อนว่าจะไม่สบายหรือเป็นอะไรไป เมื่อกลับถึงบ้านจึงรีบเข้าไปหาในห้องนอน และเจอเข้ากับภาพชวนตระหนก
 
   รูมเมทของเธอทอดร่างไม่ไหวติง นอนจมกองเลือดอยู่บนเตียง

   หล่อนถูกฆาตกรรม!

   เธอตะลึงอยู่พักหนึ่งก่อนจะได้สติ และรีบหันหลังกลับเพื่อจะไปแจ้งตำรวจ แต่สายตากลับเห็นอะไรบางอย่างที่กำแพงห้องเข้าเสียก่อน บางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกเย็นสันหลังวาบขึ้นมาโดยพลัน

   บนกำแพงนั้นปรากฏอักษรเขียนด้วยเลือดที่อ่านได้ความว่า "ดีใจมั้ยที่ไม่ได้เปิดไฟน่ะ?"



รายละเอียดที่แตกต่างไปในแบบอื่นๆ

 


  * สถาบันหรือสาขาที่เรียนของสองสาวมักถูกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ


  * ในบางเวอร์ชั่นอาจไม่ได้ติวหนังสือกัน แต่เป็นปาร์ตี้แทน เพื่อนของตัวเอกในเรื่องไม่สบายจึงขอตัวออกมานอนพัก หรือตัวเอกออกไปเดทข้างนอกส่วนเพื่อนของเธออ่านหนังสืออยู่ในบ้าน(หอพัก)เพียงคนเดียว


  * ของที่จะเข้าไปเอาในห้องบางทีก็ไม่ใช่หนังสือ เป็นเสื้อบ้าง อะไรบ้าง


  * บางครั้งตัวอักษรจะเขียนไว้บนกระจกโดยลิปสติก


  * การพบศพบ้างว่าตื่นเช้ามาเข้าไปดูก็เจอเลย บ้างว่าสอบเสร็จกลับบ้านแล้วเจอตำรวจกำลังตรวจสอบที่เกิดเหตุอยู่จึงรู้ว่าเพื่อนถูกฆาตกรรม


  * มีบ้างที่เรื่องนี้ถูกเล่าโดยนำไปผนวกรวมกับเรื่อง "The licked hand (aka. Humans can lick, too)" เพราะองค์ประกอบของเรื่องที่ใกล้เคียงกัน จนกลายเป็นรูมเมทที่เป็นเหยื่อโดนเชือดจนเลือดหยดติ๋ง แล้วฆาตกรก็สวมรอยเลียมือสาวเจ้าอยู่ใต้เตียงแทนหมาที่ถูกจับขังไว้

 

 

เรื่องนี้ได้ถูกนำไปเป็นพล็อตของฉากหนึ่งในภาพยนต์ Urban Legend ด้วยเช่นกัน



Link แหล่งข้อมูล
http://www.scaryforkids.com/roommates/
http://urbanlegends.about.com/od/horrors/a/turn_on_light.htm
http://www.snopes.com/horrors/madmen/lighton.asp
http://en.wikipedia.org/wiki/Urban_Legend_%28film%29

 

The Licked Hand : ลิ้นที่เลียมือ

posted on 03 Sep 2009 08:05 by chaosblade  in UrbanLegend

   The Licked Hand (หรือในอีกชื่อหนึ่งว่า Humans Can Lick, Too)เป็น urban legend ที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมกันมากทีเดียวในหมู่วัยรุ่น และเรื่องนี้มีหลายเวอร์ชั่นมากครับ ค่อนข้างเรียบเรียงลำบากเหมือนกัน

   กล่าวถึงสาววัยแรกแย้มคนหนึ่ง อายุราวๆ 14-15 ปี โดยมากมักระบุว่าเธอเป็นเด็กสาวที่สวยน่ารักทีเดียว สาวน้อยคนนี้มีเหตุให้ต้องอยู่โยงเฝ้าบ้านคนเดียวเนื่องจากพ่อและแม่ของเธอจำเป็นต้องไปทำธุระที่ต่างเมือง และจะกลับมาในตอนสายๆของวันรุ่งขึ้น ถึงจะกังวลกับการที่ต้องปล่อยให้ลูกสาวสุดที่รักอยู่บ้านคนเดียวแต่ก็ยังพออุ่นใจอยู่บ้างเพราะอย่างน้อยก็ยังมีสุนัขตัวโตที่เลี้ยงไว้คอยอยู่เป็นเพื่อน (มักจะเป็นพันธุ์ collie หรือ German shepherd) กระนั้นก็ยังไม่วายกำชับกำชานักหนาว่าพอค่ำมืดแล้วให้เธอปิดประตูหน้าต่างทุกบานให้ดีๆ

   คืนนั้นเมื่อเวลาผ่านไปจนค่อนข้างดึก สาวเจ้าก็ปิดล็อคประตูหน้าต่างทุกบานในบ้าน ยกเว้นหน้าต่างบานหนึ่งของชั้นล่างที่ปิดยังไงก็ไม่ได้(บ้างก็ว่าปิดได้แต่ล็อคไม่ได้) เธอจึงตัดสินใจปล่อยมันทิ้งไว้แต่ปิดล็อคประตูของห้องนั้นแทน จากนั้นก็ขึ้นไปห้องนอนที่ชั้นบน เจ้าหมาคู่ใจมุดเข้าไปอยู่ใต้เตียงซึ่งเป็นที่นอนประจำของมัน สาวน้อยเข้านอนด้วยความไม่สบายใจเท่าใดนัก จึงยื่นมือลงไปหาบอดี้การ์ดของเธอเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่ามันยังอยู่ใต้เตียงไม่ได้หนีไปไหน มันเลียมือตอบอย่างเคย ทำให้เธอรู้สึกเบาใจลงบ้างและผลอยหลับไป


   เด็กสาวตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงอะไรบางอย่าง เมื่อเงี่ยหูฟังดีๆแล้วดูเหมือนจะเป็นเสียงน้ำหยดดังติ๋ง ๆ มาจากในห้องน้ำที่อยู่ติดกันกับห้องนอน เธอคิดว่าคงปิดก๊อกน้ำไม่สนิทจึงมีเสียงน้ำหยดลงในอ่างแต่ก็ไม่กล้าจะเดินไปตรวจดูและคิดว่าเสียงหยดแค่นี้คงไม่เป็นไรกระมัง แต่ด้วยว่าอยู่ตัวคนเดียวในบ้านทำให้ใจแป้วไม่น้อยเลยยื่นมือลงไปหาหมาตัวโปรดที่ใต้เตียง เมื่อโดนเลียมือก็อุ่นใจในสัมผัสว่าเจ้าเพื่อนยากยังคงอยู่ที่เดิมจึงได้ข่มตานอนแล้วหลับต่อ

   แต่เสียงติ๋ง ๆ ที่ดังอยู่ตลอดคอยรบกวนทำให้เธอหลับไม่ค่อยสนิท และตื่นขึ้นมา 2-3 ครั้ง และทุกครั้งที่เด็กสาวกังวลจนยื่นมือลงไปใต้เตียงก็จะสัมผัสได้ว่าเจ้าหมาตัวโปรดยังคงเลียมือตอบเสมอ จึงยังอุ่นใจอยู่ได้เพราะคิดว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น อย่างน้อยมันก็จะคอยปกป้องเธอ

   จนในที่สุดช่วงใกล้รุ่งสางเธอก็ทนไม่ไหวและตัดสินใจลุกขึ้นไปดูในห้องน้ำให้รู้แน่ว่าต้นกำเนิดเสียงคืออะไร เมื่อเข้าไปแล้วสายตาสาวเจ้าก็ปะทะเข้ากับภาพชวนผวา สุนัขตัวโปรดของเธอถูกฆ่าปาดคอและแขวนห้อยอยู่กับฝักบัวติดผนัง (บ้างว่าแขวนไว้กับราวม่านกั้นในห้องน้ำ) เลือดของมันที่ไหลหยดลงอ่างน้ำนี่เองที่เป็นเสียงที่เธอได้ยินมาตลอดทั้งคืน

   ทันใดนั้นเธอก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่สะท้อนให้เห็นจากภาพในกระจก เธอหันกลับไปมองอย่างรวดเร็วและขนลุกซู่ด้วยความผวา บนกำแพงมีข้อความที่เขียนด้วยเลือดของสุนัขตัวโปรดของเธอว่า "Humans Can Lick, Too"

 

The Licked Hand
หาภาพประกอบเรื่องที่ถูกใจไม่ได้เลยลองวาดเองดูซะเลย คลิกเพื่อดูภาพใหญ่ได้ครับ



รายละเอียดที่แตกต่างของเรื่องนี้ในแบบอื่น ๆ

    * ในบางเวอร์ชั่น หญิงสาวในเรื่องจะอายุประมาณ 20 ปี ตัวสุนัขนั้นบางทีก็ว่าโดนถลกหนังหรือตัดหัว ส่วนศพของมันก็จะอยู่ในตู้เสื้อผ้าบ้าง ตู้เย็นบ้าง หรือไม่ก็อยู่หลังโซฟา(บางเวอร์ชั่นเธอย้ายลงมานอนที่โซฟาชั้นล่างครับ)


    * บางทีก็ว่าก่อนขึ้นไปนอนนั้นเธอนั่งดูโทรทัศน์อยู่ชั้นล่าง และมีข่าวท้องถิ่นกล่าวถึงฆาตกรที่หลบหนีมาและยังเพ่นพ่านอยู่ในเมือง ซ้ำร้ายยังมีอาวุธในมือด้วย


    * เด็กสาวจะตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงหยดติ๋ง ๆ และเช้าวันต่อมาก็พบว่าไม่ใช่เสียงน้ำหยดแต่เป็นเสียงเลือดของสุนัข


    * ในแบบเบา ๆ หน่อย สุนัขจะไม่ได้ถูกฆ่า เพียงแค่ขังไว้ที่ชั้นล่าง แบบหนัก ๆ คือทั้งพ่อและแม่ของเธอหรือตัวเธอเองโดนฆาตกรรมไปด้วย


    * หรือบางทีก็ว่าเธอไปสำรวจห้องน้ำแต่ไม่พบอะไรผิดปกติ จึงชะโงกลงไปใต้เตียงเพื่อจะเรียกสุนัขลงไปเป็นเพื่อนเพื่อเช็คดูที่ชั้นล่าง แต่กลับเจอตัวฆาตกรนอนยิ้มเผล่อยู่ใต้เตียง ตัวสุนัขโดนเฉือนขากรรไกรทิ้งเพื่อให้มันเห่าไม่ได้ และเสียเลือดจนตาย เสียงติ๋ง ๆ ก็มาจากศพหมาใต้เตียงนี่เอง (เวอร์ชั่นนี้ค่อนข้างขัดใจผมพอสมควรครับ เพราะปกติแล้วผู้หญิงจะมีจมูกและหูที่ค่อนข้างดี กลิ่นเลือดสุนัขสดๆแบบนั้นน่าจะคาวมาก และยากที่เธอจะไม่รู้ตัวและนอนหลับต่อได้)


    * ข้อความที่เขียนจากเลือดนั้นส่วนใหญ่จะบอกว่าเขียนไว้บนกระจก ซึ่งบางทีตำแหน่งกระจกก็ต่างกันไป หรือเขียนไว้บนผนังแต่สังเกตเห็นจากภาพในกระจก ไม่ก็เขียนไว้บนพื้นใกล้ๆกับที่สุนัขของเธอนอนใต้เตียง(หรือโซฟา) และบางเวอร์ชั่นข้อความก็จะเปลี่ยนไปบ้าง เช่น 'NOT ONLY DOGS LICK HANDS'


    * ในอีกแบบหนึ่งคือ เด็กสาวจะมีรูมเมทคนนึงซึ่งต่อมาถูกฆาตกรรม (และเสียงเลือดหยดก็คงมาจากร่างไร้วิญญานของเพื่อนเธอนั่นเอง) ส่วนสุนัขนั้นตำรวจมาพบทีหลังว่าแอบคุดคู้อยู่ใต้บันไดห้องนั่งเล่น หอพัก หรือห้องโถง


    * บ้างก็ว่าเธอลงบันไดไปชั้นล่างเพื่อโทรเรียกตำรวจ และเมื่อพวกเขามาถึงก็พบศพสุนัข และเห็นข้อความ "Humans can lick too"

------------------------------------
 

 


มีคลิปแบบเป็นหนังสั้นจากคุณตูบมาให้ดูด้วยครับ เท่าที่ดูมาอันนี้น่าจะทำดีสุดล่ะ (เด็กในเรื่องก็น่างับ เอ๊ย น่ารักสุดด้วย)



สุนัขพันธุ์ Collie



สุนัขพันธุ์ German shepherd



Link ข้อมูลอ้างอิง
http://www.scaryforkids.com/humans-can-lick-too/
http://en.wikipedia.org/wiki/The_Licked_Hand
http://saraannette.tripod.com/lore/lick.html
http://urbanlegends.about.com/od/horrors/a/humans_can_lick.htm



   The Choking Doberman เป็น urban legend ที่กำเนิดและเป็นที่แพร่หลายในอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1970s และ 1980s แต่บางคนก็เชื่อว่ามีที่มาที่เก่าแก่กว่านั้นจากเรื่องเล่าในยุโรปยุคเรอเนสซองค์

   เรื่องมีอยู่ว่า สาวอนงค์หนึ่งออกไปสังสรรค์กับเพื่อนตั้งแต่เย็น กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็ดึกดื่นค่อนคืน พอเข้าบ้านได้สักพักก็ต้องตกใจ เมื่อโดเบอร์แมนตัวโปรดที่เลี้ยงไว้นอนชักดิ้นชักงอกระแด่วๆทำท่าสำลักเหมือนมีอะไรไปติดในคออยู่ในห้องโถง เธอจึงรีบพาหมาตัวโปรดไปหาสัตวแพทย์โดยเร็ว คุณหมอตรวจดูแล้วบอกว่าต้องทำการผ่าตัดหลอดลมเพราะดูเหมือนมีอะไรไปอุดอยู่ ตอนนี้ให้กลับไปรอที่บ้านก่อนก็แล้วกัน ถ้ามีอะไรคืบหน้าจะโทรติดต่อไปแจ้ง

   เมื่อเจ้าหล่อนกลับถึงบ้านยังไม่ทันเท่าไหร่ เสียโทรศัพท์ก็ดังขึ้นทันที สัตวแพทย์คนที่เพิ่งไปหามาเมื่อตะกี้นี้เองที่เป็นคนโทรมา บอกว่าให้เธอรีบออกมาจากบ้านอย่างด่วนจี๋ เพราะเขาได้ทำการผ่าตัดและพบว่าสิ่งที่ติดคอหมาตัวโปรดของเธอคือนิ้วมือคนสามนิ้ว!

   สัตวแพทย์บอกต่อว่าเจ้าของนิ้วมือที่ขาดอาจจะยังซ่อนตัวอยู่ในบ้าน เขาโทรแจ้งตำรวจแล้ว ให้เธอไปหลบอยู่กับเพื่อนบ้านก่อนจนกว่าตำรวจจะมา  หญิงสาวตกใจมากและรีบทำตามคำแนะนำ ครั้นเมื่อตำรวจมาถึงและเข้าไปตรวจค้นในบ้าน ก็เจอตัวหัวโขมยนายหนึ่งแอบซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าและสลบไสลไปเพราะเสียเลือดมากจากบาดแผลที่โดนหมากัดจนนิ้วขาด

   แต่ละเวอร์ชั่น จำนวนนิ้วที่ขาดจะแตกต่างกันออกไปตั้งแต่สองนิ้วจนถึงสี่นิ้ว

 

ภาพจากปกหนังสือ
The Choking Doberman (1984)
โดย Jan Harold Brunvand




Link แหล่งข้อมูล
http://www.kidzworld.com/article/156-the-choking-doberman
http://www.snopes.com/horrors/animals/doberman.asp
http://en.wikipedia.org/wiki/Choking_Doberman